โฆษณาในไลน์คิดราคาและมีรูปแบบอย่างไร

webclip.png
26 Sep 2022

 LINE Ads Platform มีรูปแบบการตั้งราคาอย่างไร

 

LINE เป็นแอปพลิเคชันแชทที่คนไทยใช้กันมากที่สุด และใช้กันทุกวัน การโฆษณาในไลน์จึงได้รับความนิยมจากร้านค้าจำนวนมาก เพราะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่ต้องการได้ง่าย สามารถติดต่อกันได้ทันทีผ่านการแชท และมีหลากหลายรูปแบบให้เลือก 

สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ต้องการโฆษณาผ่านช่องทาง LINE Ads Platform หรือ LAP แต่ยังไม่รู้ว่าราคาเท่าไร และคิดราคาอย่างไร แล้วแบบไหนที่เหมาะกับร้านค้าของเรา วันนี้มีคำตอบมาฝากกัน รับรองว่าเข้าใจง่าย และสามารถทำเองได้ไม่ต้องง้อใคร

 

การแสดงผลของ LAP 

โฆษณาในไลน์จะมีการแสดงผลอยู่ทั้งหมด 5 แบบ ให้เราเลือกดังต่อไปนี้ 

  1. LINE Home Tab เป็น Tab ในหน้า Home ในไลน์ของแต่ละคน ช่วยเพิ่มยอดการมองเห็นได้
  2. Smart Channel หรือ LINE Chat List อยู่ด้านบนสุดของ List ช่วยเพิ่มยอดติดตามได้ดี 
  3. LINE VOOM โดยจะขึ้นให้เห็นว่าเป็น Sponsored ซึ่ง LINE VOOM จะทำหน้าที่เหมือนหน้า Feed ที่บอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ
  4. LINE TODAY เป็นหน้าที่รวบรวมข่าวสารที่น่าสนใจ มีหลายหมวดหมู่ให้เลือกแสดง
  5. Wallet ของ LINE ที่จะขึ้นเป็น pop-up

 

 รูปแบบการจ่ายเงินของ LAP 

สำหรับใครที่เคยซื้อโฆษณาผ่านช่องทางอื่นมาก่อน คงจะคุ้นเคยกับการเลือกว่าจะจ่ายเงินแบบ CPM หรือ Cost Per Thousand Impressions ซึ่งเป็นโฆษณาที่คิดราคาจากจำนวนที่มีคนเห็นโฆษณา 1,000 ครั้ง ซึ่งคนที่เห็นอาจจะไม่คลิกสักครั้งเลยก็ได้ และโฆษณา CPC หรือ Cost Per Click โดยจะคิดค่าโฆษณาเฉพาะที่มีคนคลิกเท่านั้น แต่สำหรับการโฆษณาในไลน์จะมีรูปแบบการจ่ายเงินให้เลือกหลากหลายมากกว่า ดังต่อไปนี้ 

 

Cost Per Impressions (CPM) 

เป็นการคิดเงินค่าโฆษณาทุก 1,000 ครั้งที่โฆษณาปรากฏ ไม่ว่าเราจะเลือกโฆษณาในตำแหน่งไหน ไม่สนใจว่ากลุ่มเป้าหมายของเราจะคลิกดูหรือไม่ก็ตาม ซึ่งเป็นรูปแบบเหมือนกับการเก็บเงินของหลาย ๆ แพลตฟอร์ม เหมาะแก่ร้านค้าที่ต้องการสร้าง Awareness ให้กลุ่มเป้าหมายรู้จักเราก่อน 

 

Cost Per Click (CPC) 

เป็นการคิดเงินค่าโฆษณาจากการคลิกของกลุ่มเป้าหมายหนึ่งครั้ง ซึ่งหลายแบรนด์นิยมใช้การจ่ายเงินแบบนี้ เพราะเราจะจ่ายเงินค่าโฆษณาต่อเมื่อมีคนเข้ามาคลิกเท่านั้น ซึ่งเราสามารถตั้งให้ไปที่เว็บไซต์ของเรา ดูวิดีโอ และซื้อสินค้าได้ตามต้องการ 

 

 Cost Per Friend (CPF) 

เป็นการคิดเงินค่าโฆษณาทุกครั้งที่มีคนเพิ่มเพื่อนบน LINE Official Account เหมาะกับแคมเปญเพิ่มเพื่อน ที่ร้านค้าต้องการให้มีคนเข้ามาติดตามและเป็นเพื่อนใน LINE OA เพิ่มมากขึ้น ซึ่งยิ่งมีเพื่อนมากเท่าไร ก็จะยิ่งเพิ่มจำนวนฐานลูกค้า และมีโอกาสปิดการขายได้มากเท่านั้น ซึ่งการจ่ายเงินค่าโฆษณาแบบนี้ มีเฉพาะโฆษณาในไลน์เท่านั้น

 

Cost Per Video View (CPV) 

คิดเงินจากจำนวนครั้งที่มีการชมวิดีโอ เหมาะกับแบรนด์ที่ทำวิดีโอโฆษณาเพื่อแนะนำแบรนด์หรือสินค้า 

 

Cost Per Action (CPA) 

เหมาะแก่การโฆษณาเพื่อสร้าง Conversion โดยจะคิดค่าโฆษณาก็ต่อเมื่อกลุ่มเป้าหมายมี Action บนเว็บไซต์ เช่น การสั่งซื้อสินค้า ลงทะเบียน ดาวน์โหลดไฟล์ สมัครสมาชิก และอื่น ๆ ที่นับเป็น Conversion 

 

Cost Per Install (CPI) 

เป็นการคิดเงินโฆษณาที่เหมาะสำหรับแอปพลิเคชันที่ต้องการยอดดาวน์โหลดจำนวนมาก โดยจะคิดเงินจากจำนวนครั้งที่ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันนั่นเอง 

 

Line Ads Platform คิดราคาอย่างไร

 

การซื้อโฆษณาผ่าน LAP 

การซื้อโฆษณาผ่าน LAP เราสามารถซื้อได้ด้วยตนเองกับซื้อผ่านเอเจนซี ซึ่งในบทความนี้เราจะขอกล่าวแต่การซื้อโฆษณาด้วยตัวเอง ซึ่งการโฆษณา LINE Ads Platform ราคาจะเท่าไร ก็ขึ้นอยู่กับการตั้งราคาของเรานั่นเอง โดยสามารถแบ่งการตั้งราคาเป็น 2 รูปแบบดังต่อไปนี้ 

 

ตั้งราคาเสนอด้วยตนเอง (Manual Bidding) 

เหมาะแก่ผู้ที่ต้องการควบคุมค่าใช้จ่ายในแคมเปญที่ลงโฆษณา โดยเราสามารถกำหนดราคาได้ตามต้องการ โดยสามารถกำหนดราคาใน LINE Ads Platform จากที่ระบบแนะนำ ซึ่งจะทำให้กลุ่มเป้าหมายมองเห็นโฆษณาได้มากขึ้น กับอีกแบบคือ การลงงบประมาณตามข้อมูลเก่าที่ได้ผล ซึ่งเหมาะกับผู้ที่มีประสบการณ์ในการลงโฆษณามาก่อน 

 

ตั้งราคาแบบอัตโนมัติ (Automatic Bidding) 

เหมาะกับแคมเปญที่มุ่งไปที่เรื่องการวิเคราะห์และติดตามผลของการโฆษณา โดยระบบจะเลือกกลุ่มเป้าหมายและราคาที่เหมาะสมให้แก่แคมเปญของเรา โดยจะแบ่งเป็น 4 รูปแบบ คือ 

  1. กำหนดลิมิตราคาเสนอ (Bid Amount Cap) เป็นการกำหนดราคาโฆษณาต่อครั้งสูงสุด โดยจะประมูลจากราคาที่ต่ำก่อน และค่อย ๆ เพิ่มขึ้น แต่จะไม่สูงเกินกว่าที่กำหนดเอาไว้ ข้อดีของรูปแบบนี้คือ มีราคาต่อผลลัพธ์ที่ต่ำ
  2. กำหนดลิมิตราคาต่อคอนเวอร์ชัน (Event Cost Cap) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการบรรลุเป้าหมายทางการตลาด โฆษณาจะอยู่ในตำแหน่งที่ดีที่สุด โดยระบบจะเสนอราคาที่สูงกว่าเล็กน้อย เพื่อให้ชนะการประมูล 
  3. กำหนดเป้าหมายราคาต่อคอนเวอร์ชัน (Target Event Cost) เหมาะกับผู้ที่มีเป้าหมายชัดเจน โดยระบบจะทำการเสนอราคาที่สูงกว่าหรือต่ำกว่าราคาที่กำหนดไว้ แต่ใกล้เคียงกับราคา CPA ที่ตั้งไว้
  4. งบประมาณสูงสุดต่อวัน (No limit) ไม่กำหนดราคา CPA แต่จะกำหนดเป็นงบประมาณต่อวัน ระบบจะเน้นที่การประมูลราคาที่ต่ำสุด ไปจนถึงสูงสุด เพิ่มโอกาสการชนะ เหมาะกับแคมเปญเร่งรัดที่ต้องการผลและใช้งบประมาณให้ครบตามกำหนด  

 

สำหรับมือใหม่ แนะนำให้ลองใช้การตั้งราคาแบบอัตโนมัติโดยกำหนดลิมิตราคาเสนอ และลิมิตราคาต่อคอนเวอร์ชันก่อน เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในระยะแรก และไม่ต้องใช้งบประมาณมากเกินไป นอกจากนี้ เราควรจะรู้ราคาประมูลเฉลี่ยของธุรกิจที่เราขายสินค้าและบริการ เพื่อใช้เป็นเกณฑ์ในการชนะการประมูล

 

LINE Ads Platform ช่องทางการโฆษณาสินค้ราคาไม่แพง ที่เข้าถึงกลุ่มลูกค้าของเราได้อย่างตรงจุด นอกจากนี้ ยังสามารถเชื่อมต่อกับ LINE OA และ LINE SHOPPING เพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ซื้อและร้านค้า เพิ่มยอดขายปัง ๆ ได้ทุกวัน 

เปิดร้านขายบน LINE SHOPPING ได้แล้ววันนี้

ต่อยอดการขายด้วย MyShop เครื่องมือตัวช่วยจัดการร้านค้าจาก LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง
my-shop-logo

ตัวช่วยการขายที่ทุกร้านค้าออนไลน์ต้องมี

MyShop Download on the App Store MyShop Get it on Google Play

© LINE Corporation 2021