MyShop Logo

เตือนเค้าหน่อย! มาบอกลูกค้าให้กลับมาช้อปผ่าน Remarketing Ads

webclip.png
25 Mar 2022

ต้องเห็นโฆษณากี่ครั้ง ลูกค้าถึงจะตัดสินใจซื้อ? คงเป็นคำถามที่พ่อค้าแม่ขายหรือผู้เริ่มทำธุรกิจมือใหม่สงสัยขณะที่กำลังทำการตลาด เพราะส่วนมากแล้วกลุ่มเป้าหมายที่เคยเห็นโฆษณาของเราแค่ครั้งเดียว จะยังไม่ตัดสินใจซื้อทันทีหรืออาจจะสนใจแต่ดันลืมไปว่าจะซื้อ ทำให้พลาดโอกาสที่จะเพิ่มยอดขาย 

วันนี้ LINE SHOPPING จึงจะมาแนะนำให้ผู้ทำธุรกิจออนไลน์ทุกท่านได้รู้จักกับ Remarketing Ads โฆษณาที่จะมาช่วยเตือนลูกค้า ให้กลับมาช้อปสักหน่อย การโฆษณารูปแบบนี้เป็นอย่างไร แล้วต้องทำยังไง? มาดูกันเลยครับ

 

การ Remarketing คืออะไร?

Remarketing Ads หมายถึง โฆษณาที่ยิงไปหากลุ่มเป้าหมายที่มีความคุ้นเคยกับแบรนด์ในระดับนึงแล้ว รวมไปถึงคนที่เคยคลิกเข้ามาที่เว็บไซต์ แวะเข้ามาในหน้าร้านขายของออนไลน์ คนที่สนใจในสินค้า หรือเรียกว่า Potential Customer (ผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้า) โดยมีจุดประสงค์ในการกระตุ้นให้กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้กลับมาซื้อสินค้า หรือเกิด Action ต่างๆ ซึ่งสามารถทำได้ทั้งบน Google Display Network (GDN), YouTube, Facebook, TikTok, LINE Ads Platform และอื่นๆ

ถ้าให้พูดง่ายๆ การทำ Remarketing Ads ก็เหมือนการคอยเตือนให้ลูกค้าเกิดความต้องการกลับมาช้อปสินค้าที่ร้านเรานั่นเองครับ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากใน Customer Journey การทำความเข้าใจลูกค้าในแต่ละ Stage ของ Sales Funnel

ยกตัวอย่าง Remarketing Ads เช่น

ลูกค้ามีการเสิร์ชเกี่ยวกับโน้ตบุ๊กและได้เข้าไปตามเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อหาข้อมูล แต่ยังไม่ได้ซื้อสินค้าแต่อย่างใดและออกจากเว็บไซต์ไป เมื่อลูกค้าท่องเว็บไซต์อื่นๆ อยู่หรือกำลังเล่น Facebook ดูวิดีโอบน YouTube หรือเข้าไปในแอปฯ LINE ทางแบรนด์ก็จะยิงโฆษณาเกี่ยวกับโน้ตบุ๊ก ให้ลูกค้าคนดังกล่าวได้เห็นและเกิดความต้องการซื้อมากขึ้นนั่นเอง ซึ่งบางท่านจะเรียกว่า “การตลาดแบบติดตาม” ก็ได้ครับ

 

ทำไมต้องทำ Remarketing Ads?

หลายคนอาจสงสัยอยู่ว่า ทำไมต้องทำ Remarketing Ads ด้วย แค่ยิงโฆษณาแบบปกติไม่ได้พองั้นหรอ ซึ่งการตลาดแบบ Remarketing นั้นสามารถช่วยธุรกิจได้ เพราะเหตุผล ดังนี้

  • เพราะลูกค้าไม่ได้ตัดสินใจซื้อตั้งแต่แรก

อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ว่าลูกค้าทุกคนจะสนใจซื้อสินค้าทันทีที่เข้ามาดู ซึ่ง 96% ของผู้เข้าชมเว็บไซต์มักกลับออกไปโดยไม่ซื้อ นอกจากนี้ พฤติกรรมผู้บริโภคนั้นมักจะหาข้อมูลและเปรียบเทียบสินค้าตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นบนเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ ผนวกกับตัวเลือกที่มีมากจนตัดสินใจไม่ถูก Remarketing Ads จึงเข้ามาช่วยตอบสนองพฤติกรรมผู้บริโภค ทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำของลูกค้าได้นั่นเอง

  • ส่งเสริมการขายให้มากขึ้น

สำหรับแบรนด์ที่ต้องการเพิ่มยอดขาย การทำยิงโฆษณาเพื่อ Remarketing สามารถช่วย “เก็บตก” กลุ่มเป้าหมายที่พลาดโอกาสปิดการขายไปในตอนแรก นอกจากนี้ เมื่อทางธุรกิจมีข้อมูลของลูกค้าอยู่แล้ว ว่าสนใจสินค้าชิ้นไหน ก็สามารถที่จะให้บริการได้ดีกว่าเดิมด้วย หรือจะนำข้อมูลเหล่านี้มาใช้วิเคราะห์ทำการตลาดต่อไปก็ได้เช่นกัน

  • เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงจุดมากกว่าเดิม

การทำ Remarketing Ads นั้นเป็นการต่อยอดมาจากการยิงโฆษณาครั้งแรก จึงทำให้สามารถใช้ข้อมูลเพื่อเจาะกลุ่มเป้าหมายที่แคบลง หรือก็คือเข้าถึงคนที่สนใจในสินค้าและบริการของแบรนด์จริงๆ  

เตือนให้ลูกค้ากลับมาช้อปอย่างมีประสิทธิภาพผ่าน 4 เทคนิค

จะมีวิธีเตือน “ว่าที่ลูกค้า” อย่างไรให้กลับมาซื้อสินค้ากับเราไม่ไปหาคนอื่น มาดูเทคนิคทั้ง 4 นี้กันเลย

1. เลือก Target ให้ตรงกลุ่ม

สิ่งแรกของการทำ Retargeting คือการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งธุรกิจควรต้องกำหนดให้ลึกลงไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เช่น กลุ่มที่หลุดโฟกัสในการยิงโฆษณาตอนแรก กลุ่มที่มี Pain Point ที่สินค้าเราช่วยแก้ปัญหาได้ หรือกลุ่มลูกค้าเดิมที่เคยเข้ามาซื้อสินค้า เป็นต้น และสามารถต่อยอดการค้นหาลูกค้าเพิ่มเติมจาก Lookalike Audience หรือกลุ่มเป้าหมายที่มีลักษณะใกล้เคียงกับกลุ่มที่ธุรกิจมีอยู่

2. ทำความเข้าใจ Journey ของลูกค้า

เมื่อกำหนดกลุ่มเป้าหมายได้แล้ว ต่อมาก็คือการทำความเข้าใจลูกค้าที่อยู่ในแต่ละ Stage ของ Customer Journey เช่น Awareness, Interest, Desire และ Action ลูกค้าที่อยู่ในขั้นตอนแรกอาจต้องการข้อมูลเกี่ยวกับแบรนด์ ในขณะที่ลูกค้าในขั้นตอนสุดท้ายต้องการทราบช่องทางการสั่งซื้อ ซึ่ง Remarketing Ads ต้องสามารถพาลูกค้าเปลี่ยน Stage ไปได้เรื่อยๆ จนกว่าจะถึงปลายทาง หรือก็คือซื้อสินค้าสำเร็จนั่นเอง

3. สื่อสารด้วย Content ที่ใช่

อย่างที่กล่าวไปในข้อที่แล้วว่า Remarketing Ads ต้องพาลูกค้าในแต่ละ Stage ไปจนถึงปลายทางได้ ซึ่งก็ต้องอาศัยคอนเทนต์ให้เหมาะสมกับลูกค้าเพื่อดึงดูดและโน้มน้าวใจ เพราะถึงแม้จะเข้าถึงลูกค้าที่ใช่แต่เนื้อหาไม่โดน ก็จะเป็นการเสียโอกาสไปเลยนั่นเอง

4. ใช้ Channel ที่เหมาะสม

อย่างที่ทราบกันดีว่าการทำ Remarketing ในปัจจุบันคุณสามารถเลือกช่องทางการนำเสนอได้หลากหลาย โดยหลักๆ แล้วจะแบ่งเป็น 3 ฝั่งอย่างคือ 1.) ฝั่ง Google (เว็บไซต์ต่างๆ ใน Google Display Network) 2.) ฝั่ง Social Media (Facebook, Instagram, LINE, ฯลฯ) และ 3.) ฝั่ง E-Mail (ต้องมี E-Mail List ของลูกค้าก่อน)

โดย Google และ Social Media เป็นสองช่องทางที่เอื้อต่อการทำ Remarketing Ads ได้ดีและมีจำนวนผู้ใช้งาน (Active User) เข้าใช้งานในแต่ละวันเป็นจำนวนมาก แต่อย่างไรก็ตาม ขอแนะนำให้ธุรกิจเริ่มมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง เพราะการมีเว็บไซต์นั้น ทำให้คุณสามารถติด Code ต่างๆ เพื่อติดตามกลุ่มเป้าหมายบนเว็บไซต์ได้  ซึ่งจะง่ายต่อการแยกกลุ่มเป้าหมายเพื่อไปทำ Remarketing Ads ต่อนั่นเอง

 

ทั้งหมดนี้ก็เป็นเบื้องต้นของการทำ Remarketing Ads ที่หลายคนอาจยังสงสัยอยู่นั้นเอง ซึ่งยังมีเทคนิคต่างๆ อีกมากมายให้ศึกษาและใช้งานกัน และเมื่อมีกลยุทธ์การตลาดดีๆ แล้ว ก็ต้องมีแพลตฟอร์มขายของออนไลน์สุดเจ๋ง อย่าง LINE SHOPPING ที่พร้อมสนับสนุนพ่อค้าแม่ขายด้วยเครื่องมือช่วยบริหารร้านค้าแบบครบวงจรอย่าง “MyShop” ด้วยฟีเจอร์ต่างๆ อย่างเช่น ระบบนับสต็อกสินค้าแบบ Real Time ตัดสินค้าตามเวลาจริง, ระบบ Flex Message ที่คอยตอบรับคำสั่งซื้อลูกค้าแบบอัตโนมัติ, มี Storefront สร้างเว็บขายของออนไลน์ฟรีเป็นของตัวเอง สามารถนำเว็บขายของฟรีนี้ไปแชร์ยังโซเชียลมีเดียต่างๆ เพิ่มช่องทางในการขาย สามารถติดตามสถานะออเดอร์ตั้งแต่ต้นจนจบ และรองรับการชำระเงินได้หลายช่องทาง ไม่ว่าจะโอนเงิน จ่ายผ่านบัตรเครดิต เก็บเงินปลายทาง หรือจ่ายผ่าน Rabbit LINE Pay โดยไม่ต้องสลับแอปฯ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าออนไลน์แบบไหนก็เริ่มทำธุรกิจและเพิ่มยอดขายบนแพลตฟอร์ม LINE SHOPPING ได้ง่ายๆ

เพียงมี LINE OA สามารถเปิดบัญชี MyShop ได้ฟรี ที่ lineshoppingseller.com

เปิดร้านขายบน LINE SHOPPING ได้แล้ววันนี้

ต่อยอดการขายด้วย MyShop เครื่องมือตัวช่วยจัดการร้านค้าจาก LINE

บทความที่เกี่ยวข้อง
my-shop-logo

ตัวช่วยการขายที่ทุกร้านค้าออนไลน์ต้องมี

MyShop Download on the App Store MyShop Get it on Google Play

© LINE Corporation 2021